Latest News

การเลือกซื้อเมนบอร์ด

Posted by KM IT วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553, under | 0 ความคิดเห็น



ปัจจุบันในตลาดมีเมนบอร์ดให้เลือกอยู่หลากรุ่นหลายยี่ห้อ แม้ในซีรีส์ที่เป็นชิปเซตเดียวกัน ยังถูกจำแนกออกเป็นรุ่นต่างๆมากมายโดยมีฟีเจอร์หลักที่ไม่ต่างกันมากนัก แต่ด้วยการออกแบบลูกเล่นต่างๆประกอบเข้าไป เช่นชุดระบายความร้อนคุณภาพของชุดคาปาซิเตอร์ดีไซน์ ไบออส และคุณภาพ จึงกลายเป็นจุดขายที่แต่ละค่ายนำมาเสนอ ดังนั้นการเลือกใช้ต้องพิจารณาจากรูปแบบ ฟังก์ชันการใช้งานรวมถึงคุณภาพและราคาที่เหมาะกับผู้ใช้เป็นหลัก โดยเฉพาะในเรื่องของซิปเซตที่มีอยู่มากมายให้เลือกใช้ การเลือกเมนบอร์ดสำหรับการใช้งานให้ถูกใจนั้นมีหลักที่ควรพิจารณา 4 ข้อคือ

ซีพียูและซ็อกเก็ต
สำหรับปัจจุบัน ทาง Intel นั้นยังคงใช้ซ็อกเก็ต 775 อยู่เช่นเดิมไม่ว่าจะเป็น Celeron D,Pentiun 4,PentiunD,Core2Duo ไปจนถึง Core 2 Extremeและ Core 2 Quad และให้สังเกตบัสของซีพียูที่นำมาใช้ว่าเป็น FSB 800,1066หรือ1333ซึ่งชิปเซตในแต่ละรุ่นก็จะมีการสนับสนุนต่างกันออกไป
ส่วนทางAMD นั้น ซ็อกเก็ต AM2 ยังคงเป็นมาตรฐานในการใช้งาน แม้ว่าจะมีซีพียูรุ่นใหม่อย่าง Phenom ที่เป็นแบบ QuadCoreวางจำหน่ายซึ่งจะใช้งานกับAM2+แต่ก็สามารถนำมาใช้กับ AM2 ได้เช่นกัน เนื่องจากรูปแบบภายนอกไม่แตกต่างกัน แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์ที่ครบถ้วน ก็ควรจะต้องใช้เมนบอร์ดที่เป็นAM2+ซึ่งเวลานี้เริ่มมีวางจำหน่ายในตลาดกันบ้างแล้วโดยซ็อกเก็ตAM2นี้ สามารถใช้งานร่วมกับซีพียูในซีรีส์ต่างๆ ของ AMD ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นSempron64,Athlon64,Athlon64X2และAthlon64FX


มีฟังก์ชันต่างๆ ครบถ้วนตามที่ต้องการหรือไม่
ฟังก์ชันที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานไปจนถึงฟีเจอร์ต่างๆที่มีอยู่ในซิปเซต รวมถึงองค์ประกอบที่สำคัญของเมนบอร์ด ซึ่งประกอบไปด้วย

สล็อตของหน่วยความจำ แม้ว่าแนวโน้มราคาในตลาดจะตกลงมาพอสมควร เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่การเลือกแรมความสูงอย่าง2GBที่มีราคาสูงกว่า 1GBอยู่มากอาจเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลนัก หากต้องการใช้งานโดยทั่วไปดังนั้นแล้วการเลือกเมนบอร์ดที่มีสล็อตแรมที่มากถึง 4 ช่องแล้วเลือกแรมขนาด 1GBติดตั้งครั้งละ 1-2แถว และยังมีช่องสำหรับอัพเกรดได้ในอนาคต ก็ช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากทีเดียว

สล็อตสำหรับกราฟิกการ์ด สำหรับผู้ใช้โดยทั่วไปสล็อต PCI-Express X16 เพียงช่องเดียว ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานอยู่แล้ว แต่สำหรับคอเกม นอกจากต้องอาศัยการรีดพลังงานกราฟิกการ์ดได้ตั้งแต่ 2 การ์ดขึ้นไป พร้อมฟีเจอร์ SLI หรือ CrossFire ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้กราฟิกการ์ดในตลาดล่างและกลาง ล้วนแต่ถูกออกแบบให้ใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวได้ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะซื้อหามาใช้งาน

พอร์ตสำหรับต่อพ่วงฮาร์ดดิสก์ หลายคนให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูล ดังนั้นแล้วการเลือกเมนบอร์ด ให้มีพอร์ตสำหรับรองรับฮาร์ดดิสก์ได้จำนวนมาก จะช่วยให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เมนบอร์ดหลายรุ่น ยังเพิ่มเติมฟังก์ชันพิเศษ ให้ผู้ใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูลได้ดีขึ้นด้วยคอนโทรลเลอร์สำหรับการต่อพ่วง RAID 0,1,0+1,5JBOD ที่มีประโยชน์ทั้งการจัดเก็บข้อมูล ความเร็วและระบบปลอดภัย และข้อสังเกตหนึ่งก็คือ ในปัจจุบันเมนบอร์ดส่วนใหญ่จะให้พอร์ตต่อ IDE มาเพียงช่องเดียว ดังนั้นมักจะเกิดปัญหากับผู้ที่อัพเกรดจากระบบเก่า ที่ส่วนใหญ่จะใช้ฮาร์ดดิสก์แบบ IDE ดังนั้นการเลือกเมนบอร์ดที่มีคอนโทรลเลอร์พิเศษที่เพิ่มพอร์ต IDE มาเพิ่มเติมให้ก็จะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้

PCI สล็อต หลายครั้งการที่เมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆ ในตลาดติดตั้งสล็อต PCI มาให้น้อยลง กลายเป็นปัญหากับผู้ใช้ที่มีการ์ดต่อพ่วงจำนวนมาก ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการติดตั้งระบบเสียและเน็ตเวิร์กจะถูกติดตั้งมาบนเมนบอร์ดอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ลืมว่าหากเป็นการใช้งานระบบมัลติมีเดียหรือนำมาใช้ในการตัดต่อแล้ว จำเป็นต้องมีการ์ดต่อพ่วงที่เสริมเข้ามามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการ์ดตัดต่อ, การ์ดสำหรับ IEEE 1394/USB, การ์ดเสียง, ทีวีจูนเนอร์ ในบางครั้งมีการ์ด SCSII และการ์ดสำหรับการเพิ่มฮาร์ดดิสก์ หากมีสล็อต PCI เพียงสองสามช่องคงไม่เพียงพอ ดังนั้นแล้วหากจำเป็นต้องใช้งานในรูปแบบดังกล่าวควรเลือกเมนบอร์ดที่ให้มีสล็อต PCI มากขึ้น รวมไปถึงการมองรูปแบบอื่นที่เป็นทางเลือกมาเสริม เช่น USB หรือ IEEE1394

พอร์ต USB2.0, IEEE1394 นับเป็นพอร์ตที่สำคัญอย่างมากสำหรับผู้ที่มีอุปกรณ์ต่อพ่วงอยู่มากมายเนื่องจากในเวลานี้ อุปกรณ์ส่วนใหญ่มักใช้พอร์ต USB ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ด้วยการถ่ายโอนข้อมูลที่รวดเร็วและใช้งานได้ง่าย สะดวก ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอล เครื่องเล่นเอ็มพีสาม พรินเตอร์ สแกนเนอร์ การ์ดรีดเดอร์ ทีวีจูนเนอร์หรือแม้กระทั่งฮาร์ดดิสก์แบบภายนอก (External drive) ในบางครั้งการใช้งานที่บ้านหรือสำนักงานที่ไม่มีเครื่องส่วนกลาง คอมพิวเตอร์ส่วนตัวก็จะรับหน้าที่ในการต่อพ่วงอุปกรณ์ต่างๆ ไปโดยปริยาย ดังนั้นแล้วการเลือกเมนบอร์ดก็ควรจะให้มีพอร์ต USB ที่สามารถเพิ่มเติมจากมาตรฐานได้ ซึ่งดูได้จากพอร์ตต่อพ่วงในแบบ Expansion ที่ติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ดนั่นเอง

ไบออสที่รองรับการปรับแต่ง สิ่งนี้อาจไม่จำเป็นสำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่สำหรับนักโอเวอร์คล็อกแล้วละก็ ไม่ควรมองข้ามทีเดียว เนื่องจากช่วยในการเร่งประสิทธิภาพซีพียูและอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างมีเสถียรภาพ ดังนั้นแล้วการเลือกเมนบอร์ดที่มีไบออสรองรับการปรับแต่งได้ ก็จะช่วยให้การปรับแต่ง สัญญาณนาฬิกา แรงดันไฟ ระบบบัส ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างเสถียรภาพของระบบได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเตือนอุณหภูมิ การตั้งรอบพัดลม รวมไปถึงการปรับฟีเจอร์ต่างๆ ของซีพียู สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ทีเดียว

ชุดระบายความร้อน ในอดีตการระบายความร้อนบนเมนบอร์ดอาศัยแรงลมจากพัดลมซีพียูเป็นหลัก แต่ปัจจุบันปัญหาจากความร้อนของบรรดาอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งบนเมนบอร์ด เริ่มมีมากขึ้น ส่งผลให้อายุการทำงานของชุดจ่ายไฟและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สั้นลง ดังนั้นแล้วผู้ผลิตหลายรายจึงให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ดังนั้นผู้ใช้ที่มักติดตั้งอุปกรณ์จำนวนมากไว้ภายในเครื่องหรือชอบการโอเวอร์คล็อกควรเลือกเมนบอร์ดที่มีชุดระบายความร้อนที่ดีกว่าปกติ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของเมนบอร์ด แม้ว่าอาจจะมีราคาสูงกว่าอยู่บ้าง แต่นับว่าคุ้มค่ากับการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

คุณภาพของวัสดุและการออกแบบ
การออกแบบและวัสดุในการผลิต มีส่วนสำคัญอย่างมากกับการเลือกใช้เมนบอร์ด แม้ว่าจะเป็นไปได้ในการเข้าไปดูกระบวนการผลิตที่โรงงาน แต่ก็มีข้อสังเกตในหลายจุดที่ไปดูกระบวนการผลิตที่โรงงาน แต่ก็มีข้อสังเกตในหลายจุดที่ทำให้มั่นใจได้ ตั้งแต่เรื่องของแพ็กเกจของเมนบอร์ดที่ควรจะมีอุปกรณ์มาตรฐานเตรียมไว้ให้ไม่ว่าจะเป็น คู่มือ แผ่นไดร์เวอร์ ซอฟต์แวร์บันเดิล สายสัญญาณ รวมไปถึงชุดต่อพ่วงสัญญาณจากเมนบอร์ด ซึ่งควรจะมีรายละเอียดสำคัญของเมนบอร์ดอธิบายไว้ มีชุดระบายความร้อนให้กับชิปเซตหรือถ้าให้ดีก็ควรมีการระบายความร้อนให้กับภาคจ่ายไฟเพิ่มเติมเข้ามาด้วย และที่สำคัญคือ คุณภาพของคาปาซิเตอร์ที่ในปัจจุบันหลายค่ายเริ่มนำ Soild Capacitor ที่ทนต่อแรงดันไฟได้สูงมาใช้ ถึงแม้จะมีราคาที่แพงขึ้นอยู่บ้าง แต่ก็ให้ความคุ้มค่าในระยะยาวลดความเสี่ยงอันอาจเกิดกับอุปกรณ์ตัวอื่นที่ติดตั้งอยู่บนเมนบอร์ดในกรณีที่มีการลัดวงจรหรือระเบิดได้อีกด้วย

ราคาและการรับประกันเป็นอย่างไรบ้าง
เรื่องของการรับประกัน ให้สอบถามรายละเอียดกับผู้จำหน่ายโดยตรง โดยเฉพาะกับเงื่อนไขที่สำคัญต่างๆ เนื่องจากมีหลายครั้งที่ผู้บริโภคไม่เข้าใจกับกฎเกณฑ์ที่ผู้จำหน่ายตั้งขึ้น จนเกิดเป็นปัญหา ดังนั้นแล้วเมื่อซื้อเมนบอร์ดทุกครั้งให้สอบถามข้อสงสัยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลา เงื่อนไขความเสียหาย เคลมเปลี่ยนหรือเคลมซ่อม รวมถึงการตรวจสอบ Void Warranty การประกันที่ติดอยู่บนเมนบอร์ดให้ถูกต้อง ในส่วนของระยะเวลา เดือนปีที่รับประกัน แต่ผู้จำหน่ายบางรายติดเพียง Serial number ให้ลูกค้าตรวจสอบได้เองผ่านเว็บไซต์ของตนหรือแม้กระทั่งเช็กสถานนะเมื่อส่งเคลมได้อีกด้วย
ส่วนเงื่อนไขหลักของการรับประกันที่ใช้กันอยู่ทั่วไปคือ ไม่แตกหัก ไหม้หรือรอยขูดขีดที่ลึกถึงส่วนของสายพรินต์ ซึ่งผู้ใช้ควรจะต้องรับทราบในเงื่อนไขเบื้องต้นไว้เพื่อการระมัดระวังขณะติดตั้ง

อ้างอิงข้อมูลจาก : http://www.bcoms.net/buycomputer/mainboard.asp

คู่ปรับ ตลอดกาล “INTEL”และ “AMD”






หลายคน คงจะรู้จักกับ CPU หรือ Central Processing Unit ของ 2 ค่ายยักษ์นี้ไม่มากก็น้อย แต่จะมีใครบ้างที่รู้จักกับความสามารถของ เจ้าตัวร้ายของ2 ค่ายนี้เป็นอย่างดี วันนี้ผมจึงมาขอแสดงความคิดเห็นกับ เจ้า 2 ตัวนี้ เริ่มจาก INTEL จากที่ได้รวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้ ปรากฏว่า ทางด้าน อินเทลจะเน้นหลักทางด้านความเร็วเป็นหลัก จากที่ได้เห็น พี่แก มีก็รู กี่สล็อต พี่แกใส่เต็มสูบ อีกอย่างได้ทั้งการทนความร้อน เป็นอย่างดี แต่ก็ใช้ว่าทางด้านอินเทลจะไม่มีข้อเสียเลยเมื่อเทียบกับทางด้าน AMD ในปัจจุบันนั้นทางด้าน AMD ได้ คิดถึงจุดด่อยของตัวเอง ทำให้ทาง AMD ได้พัฒนา Athlon x2 ขึ้นมา เพื่อให้ทนความร้อนมากขึ้น ความเร็วเพิ่มขึ้น ความแรงในมัลติมีเดียดีขึ้น ทำให้ทางอินเทลได้ผลิต Core 2 Dual ออกมาประชันเช่นกัน เลยขอสรุปได้ว่า เหมือนกับการชกคนละมัดนั่นเอง คุรดีด้านนี้แต่ผมดีด้านนี้ จึงทำให้คนที่คิดจะซื้อ ได้ข้อตกลงว่า ถ้าจะเอาCpu ที่เอาไว้เล่นทางมัลติมีเดียก็ควรเลือก AMD เพราะในราคาที่ถูกกว่าทำได้งานได้เท่ากัน ทาง AMD จะมีราคาที่ถูกกว่ามากแต่ก็อย่างว่า ทาง INTEL จะประมวลผลทางกายภาพได้เร็วกว่าในด้านคุณภาพ
บทความโดย นายณัฐวุฒิ กิจผดุงเกียรติ รหัสนักศึกษา 51116940019

Network ช้าปัญหาที่ admin ทุกคนจะต้องเจอ




อินเตอร์เน็ตเปรียบเหมือนถนน 1 เส้น network ก็คล้ายๆ กับ บ้านของแต่ละคน แต่ละคนล้วนแต่ใช้ถนนเส้นเดียวกันความเร็วที่ได้มันก็ขึ้นกับว่าช่วงระยะเวลาไหนใช้งานมากหรือน้อย คนใช้เยอะถนนก็แออัดคนใช้น้อยก็เร็วหน่อย สาเหตุก็มีดังนี้
1. ปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น
2. เกิดจากมีไวรัสหรือบ็อตบางตัวที่มีการโจมตี หรือ มีการส่งเมล์ขยะจากเครื่องที่ติดไปข้างนอกทำให้ระบบอินเตอร์เน็ตมีปัญหาช้าถึงช้ามาก
3. เกิดจากมีการดาวน์โหลด/อัพโหลดไฟล์อยู่ ณ.ขนาดนั้น
4. เกิดจากปัญหาตัวอุปกรณ์ในระบบเครือข่าย เช่น ฮับ หรือการ์ดแลน ที่มีอายุการใช้งานนาน หรือบางทีแค่ hang อาจต้องถอดปลั๊กฮับแล้วแล้วเสียบใหม่อาการช้าๆ หรือ Time out ก็หายไป
5. อาจเกิดจากการที่เว็บบางเว็บมีจำนวนผู้ใช้งานมาก ทำให้เวลาเรียกใช้งานต้องมีการรอ
6. ขึ้นกับแต่ละเว็บว่าหน้าแรกจะมีลูกเล่น ภาพเคลื่อนไหวมากไปไหม สังเกตุได้ว่า google มักจะเป็นเว็บที่ไม่ว่าเข้าจากที่ไหนมักจะเป็นเว็บเข้าได้เร็วเสมอๆเพราะไม่มีรูปหรือภาพเคลื่อนไหวที่มากเกินความจำเป็น แต่ถ้าเป็นอย่างพวก kapook , sanook อันนี้ต้องเข้าใจด้วยครับว่า content ของตัวเว็บจะมีรูปเยอะ ไหนจะมีพวกลูกเล่น Flash อีกกว่าจะโหลดได้ก็นานพอควร
7. เรื่องของภายในมีคนเข้าเว็บดูหนังหรือฟังเพลงออนไลน์ ก็ส่งผลได้เหมือนกัน
8. ปัญหาของผู้ให้บริการอาจรองรับจำนวนไม่พอ หรือ ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตมีการบีบแบนด์วิชบางอย่างไว้
9. เครื่องของ user มีการเปิดเว็บมาก และมีการโหลดไฟล์ ถ้าเปิดหน้าเว็บนั้นๆ มาก แล้วจะดุพร้อมกันหมดนั่นก็ส่งผลได้เหมือนกัน เช่นว่าเปิดเว็บดูหนังหรือฟังเพลงออนไลน์ไปด้วย แล้วดันดูเว็บอื่นๆอีก
10. อาจเกิดจากมีโปรแกรมในเครื่องมีการอัพเดตออนไลน์ เช่น Auto Update ของ Windows กรณีีที่ไม่มีเครื่อง WSUS ไว้เป็นตัวเก็บอัพเดต แล้วละก็ทุกๆ เครื่องมันก็จะไปดึงไฟล์อัพเดตจากเว็บ Microsoft อันนี้ก็ทำให้ช้าได้สุดๆ อาจเป็นทั้งเครื่องเลย แต่ถ้าทำ WSUS ไว้ก็จะลดปัญหาตรงนี้ลงได้
11. โปรแกรมที่ใช้ท่องอินเตอร์เน็ตแต่ละโปรแกรมไม่เหมือนกันครับอย่าง Internet explorer เท่าที่ได้ยินมาเวลาจะแสดงผล มันจะต้องโหลดไฟล์มาทั้งหมดก่อนถึงจะแสดงผลได้ แต่ถ้าเป็น Firefox จะเป็นแบบโหลดไฟล์ไหนจากหน้าเว็บเพจมาปุ๊บก็แสดงผลทันที คือไม่รอจนหน้าเว็บโหลดเสร็จ ง่ายๆ คือ Firefox จะโหลดไฟล์หน้าเว็บเพจไปพลาง แสดงผลไปพลางครับ เลยดูเหมือนว่าเร็วขึ้น
12. และเหตุอื่นๆ อีกมากมาย

อ้างอิง http://www.thaiadmin.org/board/index.php?topic=118453.0

ตั้งค่าระบบเครือข่ายบนวินโดวส์ 7

Posted by KM IT วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552, under | 1 ความคิดเห็น


ไมโครซอฟท์พยายามบนวินโดวส์หลายเวอร์ชันมานานมากแล้ว เพื่อที่จะทำให้การตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านนั้นเป็นไปอย่างง่ายดาย เชื่อมต่อได้อัตโนมัติ และก็สามารถแชร์ไฟล์และโฟลเดอร์ได้สะดวก ในที่สุดก็มาประสบความสำเร็จในวินโดวส์ 7 ด้วยคุณสมบัติที่เรียกว่า "HomeGroup"
networking windows7

เลือกชนิดของระบบเครือข่าย - คุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบเครือข่ายแบบ Home ถึงจะเข้าใช้โฮมกรุ๊ปได้

โฮ มกรุ๊ป (HomeGroup) ช่วยผู้ใช้ในการสร้างระบบเครือข่ายภายในบ้านด้วยฟังก์ชันการเข้าถึงและแชร์ ข้อมูลเพียบพร้อมและยืดหยุ่น ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุณสมบัติใหม่ที่น่าสนใจมากบนวินโดวส์ 7 และนั่นก็หมายถึงว่า ผู้ใช้วินโดวส์วิสต้า เอ็กซ์พี แมค และลินุกซ์ คงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับความสะดวกสบายที่ว่า
วินโดวส์ 7 ช่วยเราในการสร้างระบบเครือข่ายได้ 3 รูปแบบ - Home, Work และ Public หรือก็คือเครือข่ายภายในบ้าน ที่ทำงาน และที่สาธารณะ แต่ในการใช้งานโฮมกรุ๊ปนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพีซีบนระบบเครือข่ายทุก เครื่องตั้งค่าการเชื่อมต่อเอาไว้เป็นแบบ Home เท่านั้น ซึ่งในการตั้งค่าที่ว่าบนวินโดวส์ 7 ก็สามารถทำได้โดยไปที่คอนโทรลพาเนล แล้วเลือก Network and Internet จากนั้นก็เลือก Network and Sharing Center (หรือใครอยากจะใช้วิธีลัดด้วยการคลิกขวาที่ไอคอนเน็ตเวิร์กบนซิสเต็มเทรย์ มุมล่างขวาของหน้าจอเพื่อเข้าสู่ Network and Sharing Center ก็ได้เช่นกัน) และท้ายสุดก็คือดูให้แน่ใจว่าเราได้เลือกค่าเอาไว้เป็น "Home network" ภายใต้ไอคอนระบบเครือข่าย หากยังไม่ใช่ก็คลิกที่ลิงก์ "Public network" หรือ "Work network" แล้วเปลี่ยนให้เป็น "Home network" แทน

เพียงแค่นี้เราก็สามารถสร้างโฮมกรุ๊ปได้แล้ว ซึ่งที่จริงหลังจากที่เราเปลี่ยนระบบเครือข่ายเป็นแบบภายในบ้านหรือ Home วินโดวส์ 7 ก็จะพาเราไปยังหน้าต่างสำหรับตั้งค่าอย่าง Create a homegroup เพื่อสร้างโฮมกรุ๊ปใหม่ขึ้นมา หรือถ้าได้เลือก Home เอาไว้อยู่แล้ว ก็คลิกที่ลิงก์ Choose homegroup and sharing options แล้วตามด้วย Create ได้เลย

ขั้นตอนต่อไปก็คือ การเลือกชนิดของไฟล์ที่ต้องการแบ่งปันกันกับสมาชิกคนอื่นในโฮมกรุ๊ป ก็มีให้เลือกตั้งแต่รูปภาพ เพลง วิดีโอ ไฟล์เอกสาร หรือแม้แต่การแชร์เครื่องพิมพ์ โดยตัวเลือกเหล่านี้จะสอดคล้องกับไลบรารี (library) ที่วินโดวส์ 7 สร้างขึ้นตามค่าดั้งเดิมตอนติดตั้งระบบปฏิบัติการลงบนคอมพิวเตอร์ และก็รวมไปถึงโฟลเดอร์อื่นๆ ที่สร้างขึ้นโดยผู้ใช้แต่ละคนในยูสเซอร์โพรไฟล์ด้วย

สิ่งที่เรากำลัง ทำอยู่ตอนนี้ความจริงแล้วก็คือ การแบ่งปันไฟล์ต่างๆ ที่อยู่บนพีซีของเราให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ ที่อยู่บนโฮมกรุ๊ปให้สามารถเข้าถึงได้ ตัวอย่างเช่น โฟลเดอร์ c:UsersxxxxPictures หรือ c:UsersxxxxMusic และก็รวมไปถึงโฟลเดอร์อย่าง c:UsersPublic ด้วย โดยผู้ใช้สามารถเพิ่มโฟลเดอร์ต่างๆ ที่ต้องการแชร์ได้มากตามต้องการ

หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนนี้ วินโดวส์ 7 ก็จะเปิดโอกาสให้เราตั้งค่ารหัสผ่านสำหรับเข้าใช้โฮมกรุ๊ปได้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่าพีซีเครื่องอื่นๆ ที่ต้องการใช้งานโฮมกรุ๊ปก็จำเป็นต้องทราบรหัสผ่านนี้ด้วยเช่นกัน ฉะนั้นเก็บรักษารหัสผ่านให้ดีๆ (อาจใช้วิธีไฮไลต์เลือกแล้วก็ก๊อบปี้ไปเก็บไว้ในเท็กซ์ไฟล์หรือส่งเป็นอี เมล์ไว้ในอินบ็อกซ์ของเราก็ได้) หรืออาจสั่งพิมพ์ออกมาไว้ซักชุดยามฉุกเฉิน และจะได้ใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการตั้งค่าให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ บนโฮมกรุ๊ปเดียวกันด้วย

หลังจากเราคลิก Finish เพื่อเสร็จสิ้นการตั้งค่า คำสั่ง Change homegroup settings เป็นส่วนที่เปิดโอกาสให้เราเปลี่ยนรหัสผ่านหากเปลี่ยนใจอยากกำหนดใหม่ รวมไปถึงการเข้าถึงการตั้งค่าชั้นสูงในหน้า Advanced Sharing Settings ด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำไม่น้อยอย่างน้อยก็ในตอนนี้ก็คือ การปรับเพิ่มไลบรารี โฟลเดอร์ หรือไฟล์ในโฮมกรุ๊ป ซึ่งก็น่าแปลกใจพอสมควรที่ไมโครซอฟท์มองข้ามตรงนี้ไป ทั้งที่สิ่งต่างๆ บนโฮมกรุ๊ปควรถูกปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นที่สุด
networking windows7

ตัว เลือกบนโฮมกรุ๊ป - ในส่วน Change homegroup settings เราสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านและเรียกใช้การกำหนดค่าชั้นสูงอย่าง Advanced Sharing

แม้จะยังไม่จำเป็นนัก แต่ถึงตรงนี้แล้วก็ลองแวะเข้ามาที่ Advanced Sharing Settings ดูสักนิดด้วยการคลิก Change advanced sharing settings แล้วเลือกลูกศรชี้ลงที่อยู่ข้างๆ Home หรือ Work
ตรงจุดนี้เราจะเห็นตัว เลือกอีก 6 ตัว ที่ระบุถึงรูปแบบการตั้งค่าระบบเครือข่ายภายในบ้านของวินโดวส์ 7 (ที่จริงแล้วระบบเครือข่ายทุกแบบบนวินโดวส์ 7 ก็ใช้การตั้งค่าเบื้องต้นในลักษณะเดียวกันนี้) โดยจุดที่น่าสนใจที่สุดอยู่ในกรอบ Advanced Sharing ก็คือ การกำหนดค่าการค้นหาคอมพิวเตอร์บนระบบเครือข่าย (network discovery - ทำให้พีซีเครื่องอื่นสามารถมองเห็นคอมพิวเตอร์ของคุณได้) การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์ และการแชร์สื่อข้อมูลต่างๆ ซึ่งหากไม่ได้เลือกค่าเหล่านี้ไว้ เราก็แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากโฮมกรุ๊ปเลย...เราจะไม่มีโอกาสได้ใช้ คุณสมบัติที่ทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลบนคอมพิวเตอร์เครื่องต่างๆ ภายในบ้านเป็นไปอย่างราบรื่นผ่านศูนย์กลางที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหลักหรือบน ฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เฉพาะในการเก็บข้อมูลส่วนกลางของสมาชิกใน บ้าน

หลังจากที่เราได้สร้างโฮมกรุ๊ปขึ้นมา คอมพิวเตอร์ที่มองเห็นเครือข่ายของเราก็สามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิกในโฮมกรุ๊ป ได้ โดยผู้ใช้แต่ละเครื่องเพียงแค่ไปเรียก Network and Sharing Center ขึ้นมาจากคอนโทรลพาเนล แล้วคลิกที่ Choose homegroup ซึ่งจะมีคำถามปรากฏขึ้นมาเพื่อยืนยันในการเข้าเป็นสมาชิกโฮมกรุ๊ปว่า "Do you want to join a homegroup?" พร้อมด้วยรายชื่อโฮมกรุ๊ปที่มีอยู่ จากนั้นก็คลิกที่ Join Now เพื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ

หลังจากที่เรา เข้าไปสมาชิกในโฮมกรุ๊ปแล้ว จะมีลิงก์ที่เชื่อมไปยังหน้าช่วยเหลือของวินโดวส์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การเข้าถึงไฟล์และทรัพยากรต่างๆ บนโฮมกรุ๊ป ซึ่งก็ช่วยเหลือได้อย่างดีสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ค้นเคยกับการแชร์ข้อมูลต่างๆ ลักษณะนี้มาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ยังไม่รู้จักวิธีแชร์ไฟล์ของตัวเองให้กับคน อื่นๆ
networking windows7

แบ่งปันไลบรารี - คลิกขวาที่ไลบรารีแล้วเลือก Share With เพื่อกำหนดค่าในการเปลี่ยนรูปแบบการแชร์ไลบรารีให้กับผู้ใช้คนอื่นๆ

โดย ปกติแล้วไลบรารีต่างๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ตอนติดตั้งวินโดวส์ 7 จะถูกแบ่งปันบนโฮมกรุ๊ปโดยทันที แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ไม่เฉพาะไลบรารีเหล่านี้เท่านั้นที่เราแชร์ให้กับคนอื่นๆ ได้ เราสามารถกำหนดการแชร์ทรัพยากรได้ด้วยตัวเอง โดยให้เรียกไลบรารีขึ้นมาจากทาส์กบาร์และเลือกไปยังส่วนที่เราต้องการแบ่ง ปัน จากนั้นก็คลิกขวาแล้วเลือก Share With Homegroup ซึ่งจะมีตัวเลือกให้เลือกอีก 2 แบบด้วยกัน คือ อ่านอย่างเดียว และอ่านและเขียนไฟล์ข้อมูลได้ หมายความว่าหากเราไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาแก้ไขอะไรในนี้ก็เลือกเป็น อ่านอย่างเดียว แต่ถ้าต้องการให้ไลบรารีที่ว่าเปิดกว้างสำหรับผู้ใช้คนอื่นๆ อย่างเต็มที่ อ่าน/เขียน ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

ความจริงเราสามารถแชร์โฟลเดอร์ และไฟล์ไปไว้บนโฮมกรุ๊ปได้ แต่แนวทางที่ดีกว่าก็คือ โยนโฟลเดอร์เหล่านั้นไปไว้บนไลบรารี แล้วใช้วิธีการแชร์ไลบรารีน่าจะเข้าท่ากว่า อย่างน้อยก็สะดวกในการจัดการสิ่งต่างๆ ในภายหลังมากกว่าวิธีอื่นๆ





ที่มา :http://www.beartai.com/webboard/index.php?topic=72496.0

การเรียนให้สำเร็จในมหาวิทยาลัย

Posted by KM IT วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552, under | 2 ความคิดเห็น


1. รู้จักเป้าหมายของการเรียน และจุดประสงค์ที่สำคัญ คืออะไร
2. รู้จักปัญหา และแนวทางที่จะได้แก้ไขปัญหานั้น ๆ รู้จักวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง และเหมาะสม
3. รู้จักการบริหารเวลา
4. สามารถรู้จักการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5. หมั่นจดบันทึกจากการฟังบรรยาย เพื่อกันการหลงลืม
6. ศึกษาค้นคว้าอยู่สม่ำเสมอ
7. ฝึกการนำเสนอได้อย่างดี
8. มีความพร้อมในการสอบ และมีการเตรียมการที่ดี


เคล็ดลับเพื่อการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
1. รับผิดชอบ
– รับผิดชอบตนเอง ไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจ เป็นผู้ชนะจากความสามารถของตน
2. เริ่มต้นดี
- ช่วงเดือนแรกในรั้วมหาวิทยาลัย ถือเป็นช่วงวิกฤตของน้องใหม่ หากเริ่มต้นดี ความสำเร็จจะไม่อยู่ไกลเกินเอื้อม
3. กำหนดเป้าหมายในการเรียนอย่างแน่วแน่
- กำหนดเป้าหมายในการเรียนให้ชัดเจน ทั้งระยะสั้น และระยะยาว และทุ่มเทความพยายามให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ จึงจะประสบผลสำเร็จ
4. วางแผน และจัดการ
- มีการวางแผน จัดลำดับความสำคัญของกิจกรรมที่ต้องทำ หากทำตารางเวลาเป็นรายสัปดาห์ได้ยิ่งดี
5. มีวินัยต่อตนเอง
– เมื่อกำหนดเป้าหมาย วางแผน และจัดการ ตามข้อ 4 และ 5 แล้วต้องสัญญากับตนเองอย่างแน่วแน่ที่จะมีวินัย และปฏิบัติตาม
6. อย่าล้าสมัย
- วิทยาการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว การค้นคว้าหาความรู้ ต้องอิงกับข้อมูลที่ทันสมัย และทันต่อเหตุการณ์
7. ฝึกฝนตนเองให้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ
– ศึกษาข้อเสนอแนะในคู่มือเล่มนี้ และฝึกทักษะการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ติดตัวตลอดไป
8. เตรียมพร้อม เพื่อเข้าสู่ชั้นเรียน
– เตรียมตัวเป็นผู้ใฝ่หาความรู้อย่างแข็งขัน หากเป็นไปได้เตรียมอ่านเอกสารที่จะเรียนมาก่อนเข้าห้องเรียน
9. มุ่งมั่น จดจ่อต่อบทเรียน
– มีสมาธิ สนใจ ตั้งใจ เวลาอาจารย์สอน ไม่เข้าเรียน เพื่อพูดคุยกัน และรอเวลาเลิกเรียน
10. เป็นตัวของตัวเอง
– รู้จักคิด และทำด้วยความสามารถของตนเอง คิดเสมอว่าเราเป็นผู้หนึ่งที่มีศักยภาพสูง
11. มีความกระตือรือล้น
- ความสำเร็จเป็นของผู้ที่มีความริเริ่ม เป็นฝ่ายรุกที่จะมุ่งหน้า และคว้าความสำเร็จเป็นของตน
12. มีสุขภาพดี
- อย่าลืมใส่ใจต่อสุขภาพร่างกาย กิจกรรมนันทนาการ และกิจกรรมสังคม วางแผนจัดเวลาต่อสิ่งเหล่านี้ให้พอเหมาะ
13. เรียนอย่างมีความสุข
- พยายามเก็บเกี่ยวความน่าสนใจในบทเรียน คิดเสมอว่าทุกวิชาน่าเรียนรู้ น่าสนุกทั้งนั้น แล้วท่านจะพบว่า เราก็เรียนอย่างมีความสุขได้

โดย เอกพันธ์ หมื่นแกว้น รหัสนักศึกษา 51116940030